ข้อคิดก่อน เลิกบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด กับภาษีที่เกี่ยวข้อง

เมื่อบริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเปิดกิจการขึ้นมา หากกิจการรุ่งเรืองก็ดีไป แต่หากกิจการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ อันจากสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ผู้บริหารก็มีอันต้องคิดหนัก ว่าจะเลิกกิจการหรือไม่ หรือจะดำเนินการต่อ ซึ่งหากจะเลิกบริษัท ก็จำเป็นต้องวางแผนดี ๆ มิฉะนั้น อาจต้องมีภาระภาษีติดตามมา  ประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนเลิกบริษัท ที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษีที่ต้องคำนึงถึงมีดังนี้

  1. กิจการมีสินทรัพย์คงเหลืออยู่หรือไม่ สินทรัพย์ในที่นี้ หมายถึง เงินสด ลูกหนี้ สินค้า สินทรัพย์ถาวร ทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์ และ อสังหาริมทรัพย์  โดยมีกฎหมาย ภาษีที่เกี่ยวข้อง คือ

มาตรา 77/1 (8) (ฉ) ซึ่งกล่าวไว้ว่า  ขาย หมายความว่า จำหน่าย จ่าย โอนสินค้า ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความถึง  มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบกิจการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิก ประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือ และหรือทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ประกอบการซึ่งได้ควบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบใหม่อันได้ควบเข้ากันหรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3

ตามมาตรา 77/1(8)(ฉ) ให้ข้อสังเกตว่า หาก ณ.วันที่จดทะเบียนเลิกกิจการ งบดุล ณ.วันที่ จดทะเบียนเลิก หากยังปรากฏ สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ถาวร ยังปรากฏอยู่ในงบ ณ.วันเลิก รายการเหล่านั้น จะต้องถูกตีราคาให้เป็นราคาตลาด และ คำนวณมูลค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยเอา 7% คูณ ได้เท่าไร จะต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดจากวันที่จดทะเบียนเลิก

  1. กิจการยังมีอสังหาริมทรัพย์คงเหลืออยู่หรือไม่   อสังหาริมทรัพย์ในที่นี้หมายถึง สิ่งก่อสร้าง และอาคารต่างๆ ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ

มาตรา 82/5(6) และ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับที่ 42  ข้อ 2 (4)ซึ่งกล่าวไว้ว่า

ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาได้ขาย หรือให้เช่าหรือนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เฉพาะที่ได้กระทำภายในสามปี นับแต่เดือนที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

อันกฎหมายข้อนี้ ขอให้พึ่งพิจารณาดีๆ หากการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จแต่ยังไม่ถึง 3 ปี และต่อมาได้เลิกประกอบกิจการ แต่ยังไม่ถึง 3 ปี นับแต่ การก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จ สรรพากร อาจตีเป็นขายได้  ซึ่งหมายถึง ภาษีซื้อที่ท่านได้นำไปเป็นเครดิตภาษี หรือ หักออกจากภาษีขาย  อาจจะต้องถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามได้

3.กิจการยังมีกำไรสะสมคงเหลืออยู่หรือไม่  กฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ

มาตรา 40(4) ข และ  มาตรา 40 (4)(ฉ) ซึ่งกล่าวไว้ว่า

มาตรา 40 (4) (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวมหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ. ที่จ่ายตามกฏหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ.ที่จ่ายตามกฏหมายดังกล่าว

มาตรา 40 (4)(ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกันซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

ตามความตามกฎหมายข้อนี้ หมายถึงว่า หากมีเงินกำไรสะสมอยู่ ท่านควร จ่ายเป็นเงินปันผลให้เรียบร้อย และหัก ภาษีนำส่งกรมสรรพากร ร้อยละ 10 จึงจะเข้า มาตรา 40(4)(ข) มิฉะนั้นแล้ว หากยังปรากฏกำไรสะสมอยู่ ในงบดุล ณ. วันเลิกกิจการ เงินกำไรสะสม จะถือเป็นเงินได้ ของผู้ถือหุ้น ตามมาตรา 40(4)(ฉ) ซึ่งเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า

Verified by MonsterInsights